บทความเรื่องภัยจากการหกล้ม อ.ธวัช
 
นพ.ธวัช ประสาทฤทธา
รองผู้อำนวยการกลุ่มภารกิจวิชาการ
หัวหน้าศูนย์การแพทย์เฉพาะทางออร์โธปิดิกส์
 
อุบัติการณ์การหกล้มเพิ่มขึ้นตามอายุ คาดว่าในอีก 50 ปีข้างหน้า จำนวนผู้ป่วยกระดูกตะโพกหักจากการหกล้มจะเพิ่มขึ้น 4 เท่า จาก 1.7 ล้านเป็น 4.5 ล้านคนทั่วโลก ประมาณ 1 ใน 3 ของคนอายุเกิน 65 ปี จะหกล้มทุกปี ครึ่งหนึ่งของคนที่ล้มจะล้มซ้ำอีก และ 1 ใน 10 ที่ล้มจะเกิดการบาดเจ็บที่รุนแรง เช่น กระดูกหัก บาดเจ็บตามแขนขา และบาดเจ็บในสมอง อายุที่ควรระวังการเกิดกระดูกหัก ช่วงอายุที่เกิดอุบัติการณ์ของกระดูกหักบ่อยที่สุด คือ ระหว่าง 65 - 75 ปี ผลกระทบจากอุบัติเหตุการหกล้ม เมื่อเกิดกระดูกหักแล้ว ก็จะเกิดปัญหาตามมา คือ ความเจ็บปวด เดินไม่ได้ ทำให้ต้องได้รับการผ่าตัด หากไม่ได้รับการผ่าตัด ก็จะเกิดภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญ คือ นอนบนเตียง เดินด้วยไม้เท้า นั่งรถเข็น การเกิดแผลกดทับ การติดเชื้อ
 
ใครบ้างที่ควรระวังต่อภาวะกระดูกหัก
1. ผู้หญิงที่มีรูปร่างผอมบาง ผู้สูงอายุ
2. ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่ไม่ใช้ฮอร์โมนทดแทน
3. ผู้ที่นั่งทำงานนั่งโต๊ะ โดยไม่ออกกำลังกาย หรือเล่นกีฬาเป็นประจำ
4. ผู้ที่ชอบดื่มกาแฟ สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ เป็นประจำ
5. ผู้ที่ขาดสารอาหารจากการเลือกอาหาร และไม่ทราบคุณค่าของสารอาหาร
6. ผู้ที่เคร่งศาสนา เลือกบริโภคเฉพาะอย่าง และน้อยเกินไป
7. ผู้ที่มีมารดาเคยมีประวัติการเกิดกระดูกตะโพกหัก หรือ กระดูกพรุน
8. ผู้ที่เป็นโรคทางอายุรกรรม เช่น โรคเบาหวาน โรคอัมพฤกษ์ โรคอัมพาต โรคธัยรอยด์ เป็นต้น
9. ผู้ที่ใช้ยากันชัก ยาแก้เศร้ายากล่อมประสาท ยาลูกกลอน เป็นต้น
10. ผู้ที่เดินหรือยืนน้อยกว่า 4 ชั่วโมงต่อวัน เช่น ผู้ป่วยระยะพักฟื้น
11. ผู้ที่ไม่สามารถลุกจากเก้าอี้ด้วยตัวเอง หรือ ผู้พิการทางร่างกาย
12. ผู้ที่เคยมีประวัติการเกิดกระดูกหัก ตั้งแต่อายุ 50 ปี
13. ผู้สูงอายุเกิน 60 ปี และอายุที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 5 ปี
 
การป้องกันการหกล้ม
 
1. ตรวจสอบโรคทางอายุรกรรม ที่อาจพบโรคร่วม หรือ โรคซ่อนเร้น เช่นโรคไต โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง ไขมันในหลอดเลือดสูง เป็นต้น เพื่อการป้องกันการเกิดโรคต่างๆ จากการอุดตันของหลอดเลือดส่วนปลาย และภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ

2. ตรวจสอบวัดสายตา ถ้าเป็นโรคต้อหินหรือต้อกระจก จำเป็นต้องรักษาและแก้ไข

3. ตรวจสอบระบบปรับความรูสึกและสัมผัสที่มีผลต่อการทรงตัว เนื่องจากความผิดปกติภายใน หู สมองขาดเลือด และภาวะอื่นๆ

4. จัดการสิ่งแวดล้อมในบ้าน โดยเฉพาะทางเดินประจำและห้องน้ำ ได้แก่
    - เปิดไฟตามทางที่เดิน
    - พื้นทางเดินเรียบ ไม่ลื่น วางแผ่นยางกันลื่นในห้องน้ำ
    - ติดตั้งราวจับ ลดการขึ้นลงบันได

5. บริการกล้ามเนื้อของร่างกายให้แข็งแรง โดยเฉพาะกล้ามเนื้อแขนขา สูงอายุและผู้ป่วยระยะพักฟื้น มักจะมีกระดูกบาง กล้ามเนื้อลีบอ่อนแรง

      ในคนสูงอายุแนะนำให้บริหารกล้ามเนื้อแขน ขา แผ่นหลังวันละ 6-8 ชั่วโมง ชั่วโมงละ 100-200 ครั้ง โดยต้องกำหนดวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน คือ เพื่อให้ทำกิจวัตรประจำวันได้ ทำกิจกรรมภายในบ้านได้ ลดการพึ่งพาให้มากที่สุด

การบริหารกล้ามเนื้อสามารถ
1. ช่วยการทรงตัวจากความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ
2. กระดูกแข็งแรง
3. ข้อต่อไม่ติดขัด
6. ลดจำนวนยาของผู้ป่วยสูงอายุ เช่น ยาหัวใจ / ยากระดูก / ยากล่อมประสาท / ยาแก้แพ้
7. รับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ ได้แก่ นม ผัก ผลไม้ โปรตีน หลีกเลี่ยงของหวาน ของมัน และ ของเค็มทุกชนิด เพื่อลดน้ำหนักตัว
8. บันทึกกลไกการหกล้มในผู้ป่วยที่อายุเกิน 65 ปี ทุกรายเพื่อป้องกันการเกิดอุบัติการณ์ซ้ำ
 
 
 
  หัวข้อเก่า : เรื่องน่ารู้
Go to :